ภาคีสุขภาพเรียกร้องรัฐบาลใหม่ ควรปรับปรุงมาตรการภาษีสินค้าบุหรี่ เหล้า น้ำตาล และเกลือ เพื่อลดภาระการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร - Wellness Times News

Breaking

Home Top Ad

POST TOP AD

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569

ภาคีสุขภาพเรียกร้องรัฐบาลใหม่ ควรปรับปรุงมาตรการภาษีสินค้าบุหรี่ เหล้า น้ำตาล และเกลือ เพื่อลดภาระการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ภาคีสุขภาพเรียกร้องรัฐบาลใหม่ ควรปรับปรุงมาตรการภาษีสินค้าบุหรี่ เหล้า น้ำตาล และเกลือ เพื่อลดภาระการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เพื่อลดต้นทุนรักษาพยาบาลของประชาชนและของประเทศ 

วันที่ 12 มกราคม 2569 ณ โรงแรม Best Western จตุจักร ภาคีสุขภาพจัดเวทีวิชาการและสื่อสารสาธารณะ เรื่อง ข้อเสนอการปรับปรุงมาตรการภาษีสินค้าที่มีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งสี่ชนิด ได้แก่ บุหรี่ เหล้า น้ำตาล และเกลือ 

นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) เป็นปัญหาสุขภาพทั้งในมิติการป่วย และการเสียชีวิต โดยเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของประเทศไทย ข้อเท็จจริงคือคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อกว่า 500,000 ราย ในปีพ.ศ. 2565 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 73 ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมด   สถานการณ์การป่วยด้วยโรค NCDs พบมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย พ.ศ. 2567 – 2568 พบความชุกของโรคเบาหวานในประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป เท่ากับร้อยละ 10.6 ความชุกโรคความดันโลหิตสูง เท่ากับร้อยละ 29.5 และภาวะอ้วนเท่ากับร้อยละ 45.0 โดยเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจฯ พ.ศ. 2562 -2563 ความชุกโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะอ้วนเพิ่มสูงขึ้น คิดเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.6, 16.1 และ 6.6 ตามลำดับ ซึ่งสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมที่สำคัญที่ส่งผลต่อโรค NCDs ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่เหมาะสม และการขาดกิจกรรมทางกาย   ส่งผลให้เกิดภาระโรคและความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยในปี พ.ศ. 2562 มีการประเมินมูลค่าความสูญเสียสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 9.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยร้อยละ 91 ของความสูญเสียทางเศรษฐกิจ (คิดเป็นมูลค่า 1.495 ล้านล้านบาท) โดยเป็นค่าใช้จ่ายแฝงที่เกิดจากภาวะขาดงานและการสูญเสียกำลังผลิตอันเนื่องมาจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ในขณะที่ร้อยละ 9 ของความสูญเสียทางเศรษฐกิจ (มูลค่าประมาณ 1.39 พันล้านบาทต่อปี) เป็นค่าใช้จ่ายทางตรงในการรักษาพยาบาล นับเป็นรายจ่ายส่วนใหญ่ของระบบสาธารณสุข   ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ประเทศสมาชิกลงทุนดำเนินการแก้ปัญหาโรค NCDs เพราะจะได้ผลตอบแทนถึงเจ็ดเท่า และยังแนะนำอีกว่ามาตรการภาษีเป็นมาตรการที่คุ้มค่ามากมาตรการหนึ่งที่ประเทศสมาชิกควรดำเนินการ 

ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายคนไทยไม่กินหวาน ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยได้เริ่มมีการจัดเก็บภาษีในเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ซึ่งมีการจัดเก็บภาษีตามปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม และมีการปรับอัตราภาษีเป็นแบบขั้นบันไดทุก ๆ 2 ปี ซึ่งได้มีการจัดเก็บภาษีเต็มอัตรา เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่มีการจัดเก็บภาษีดังกล่าว อุตสาหกรรมเครื่องดื่มได้มีการปรับตัว โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลต่ำ เครื่องดื่มที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล และเครื่องดื่มที่ไม่ให้พลังงาน ออกจำหน่ายในท้องตลาดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ภายหลังการขึ้นภาษีรอบสุดท้าย เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลมีการปรับราคาเพิ่มเพียงเล็กน้อย ประกอบกับยังคงพบผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยกเว้นการจัดเก็บภาษีส่วนมูลค่า เช่น นมปรุงแต่ง น้ำผลไม้   รัฐบาลจึงควรดำเนินการมาตรการภาษีให้ครอบคลุมนมปรุงแต่ง น้ำผลไม้ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของสารทดแทนความหวาน 

รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2567 มีคนไทยดื่มแอลกอฮอล์ถึง 20.9 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2564 ที่มี 16 ล้านคน สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากปัญหาของโครงสร้างภาษีสุราในปัจจุบันเอื้อให้สุราดีกรีสูง มีภาระภาษีต่ำเมื่อเทียบกับเบียร์ ทำให้เกิดการเข้าถึงสุราแรงในราคาถูกได้ง่าย ราคาสุราถูกลง โดยเปรียบเทียบ เนื่องจากสภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงนโยบายภาครัฐที่ลดภาษีไวน์และสุราเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น ข้อเสนอต่อรัฐบาล คือ (1) รัฐบาลควรขึ้นภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดตามเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง (2) ขึ้นภาษีสุรากลั่น (สุราขาว) ให้ใกล้เคียงกับเบียร์ เพื่อลดแรงจูงใจประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่ดื่มสุราแรงแต่ถูก (3) มาตรการเสริมอื่น ๆ  เช่น การใช้มาตรการราคาขั้นต่ำต่อหน่วย (minimum unit pricing) การปราบปรามสินค้าหนีภาษีอย่างเข้มงวด หรือเพิ่มค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจำหน่ย ทั้งหมดนี้ จะส่งผลให้ราคาขายปลีกของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทมีราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 50 ภายในปี 2578 ตามข้อเสนอแนะขององค์การอนามัยโลก 

ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ กล่าวว่า ภาคีควบคุมยาสูบขอเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงภาษีบุหรี่สามประการ คือ (1) ปรับภาษีสรรพสามิตยาสูบจาก 2 อัตราให้เป็นอัตราเดียว โดยเก็บทั้งตามปริมาณที่ 2 บาท บวกกับภาษีตามมูลค่าที่ร้อยละ 30 และปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ทุกสองปีจนเป็นร้อยละ 42 ในปี พ.ศ. 2578   (2) ต้องจัดการกับบุหรี่เถื่อน ซึ่งสูงถึงร้อยละ 25 ของการบริโภคบุหรี่ทั้งหมด ซึ่งทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้กว่า 25,000 ล้านบาทต่อปี และสมควรที่ประเทศไทยจะเข้าร่วมพิธีสารว่าด้วยการจัดการผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ผิดกฎหมายขององค์การอนามัยโลก และ (3) เร่งรัดให้กรุงเทพมหานครจัดเก็บภาษียาสูบเพื่อการบำรุงท้องถิ่น ซองละ 1.86 บาท เหมือน อบจ.อื่นๆทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้ กทม. มีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 720 ล้านบาท และยังเป็นการแก้ไขปัญหาการเลี่ยงภาษีโดยนำยาสูบของ กทม. ไปขายยังต่างจังหวัด 

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่าปัจจุบัน คนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงถึง 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกเกือบสองเท่า ส่งผลให้ประเทศไทยมีผู้ป่วยผู้ใหญ่โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคอัมพาต และโรคหัวใจจำนวนมาก และ เด็กไทยมีภาวะความดันโลหิตสูงถึง 9.4% และอ้วน 14.5% จากการสำรวจล่าสุดก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและงบประมาณด้านสุขภาพปีละหลายหมื่นล้านบาท แม้ประเทศไทยจะมีมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การรณรงค์ ฉลากโภชนาการ และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ชัดว่า “มาตรการให้ความร่วมมือโดยสมัครใจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ” งานวิจัยในประเทศไทยโดยสถาบัันวิิจััยประชากรและสัังคม มหาวิิทยาลัยมหิดลได้คาดประมาณไว้ว่าหากรัฐดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมขบเคี้ยวและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จะส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมดำเนินการปรับลดโซเดียมในผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูงของประชากรไทยได้กว่า 85,000 ราย และเมื่อจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียมใน 10 ปีแรก ภาครัฐจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีดังกล่าวเกือบ 35.3 พันล้านบาท และประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคได้ถึง 3.1 พันล้านบาท 

ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล นักวิจัย Center for Addiction and Mental Health ประเทศแคนาดา สรุปชุดข้อเสนอเชิงนโยบายที่เสนอให้มีการปรับปรุงภาษีสินค้าที่มีผลกระทบต่อสุขภาพสี่ชนิด   ด้วยเหตุผลคือ โรค NCDs ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อประชากรไทยและเศรษฐกิจของประเทศ สาเหตุสำคัยคือพฤติกรรมการบริโภคสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพ คือ บุหรี่ เหล้า เครื่องดื่มผสมน้ำตาล และ เกลือ ซึ่งเป็นสินค้าที่รัฐควรใช้มาตรการทางภาษีมาเพื่อควบคุมการบริโภค ซึ่งประโยชน์อีกทางคือการได้รายได้ภาษีเข้ารัฐ   ข้อเสนอมาตรการภาษีร่วมทุกสินค้า คือ (1) การลดช่องว่างของอัตราภาษีระหว่างผลิตภัณฑ์ย่อยๆ ของแต่ละสินค้า (2) การกำหนดขึ้นอัตราภาษีแต่ละสินค้าอย่างสม่ำเสมอหรือผูกโยงกับภาวะเงินเฟ้อแบบอัตโนมัติ และ (3) จัดการกับสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์   ส่วนข้อเสนอเฉพาะสินค้า ได้แก่ สำหรับบุหรี่ ควรปรับลดอัตราภาษียาสูบประเภทบุหรี่จากสองอัตราเป็นอัตราเดียว สำหรับเครื่องดื่มผสมน้ำตาล ควรดำเนินมาตรการภาษีให้ครอบคลุมนมปรุงแต่ง น้ำผลไม้ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของสารทดแทนความหวาน สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรปรับเพิ่มภาษีสุราขาวซึ่งมีอัตราภาษีที่ต่ำมาก และ สำหรับสินค้าที่ใส่เกลือโซเดียม ควรเริ่มต้นกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมขบเคี้ยวและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม กล่าวว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพอย่างบูรณาการ ทั้งมาตรการทางภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี โดยภาษีสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการบริโภคที่ก่อความเสี่ยงและนำรายได้กลับมาสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ทั้งนี้ สสส. ทำหน้าที่สนับสนุนการวิจัยและการสร้างองค์ความรู้เป็นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ เชื่อมความร่วมมือข้ามภาคส่วน ควบคู่การสื่อสารรณรงค์สาธารณะและการทำงานเชิงพื้นที่ พร้อมติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง รู้เท่าทันกลยุทธ์ทางธุรกิจที่อาจกระทบต่อสุขภาพ และพัฒนาศักยภาพในระดับบุคคล ระบบ และเครือข่าย เพื่อหนุนเสริมพลังภาคีและสังคมให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายเพื่อสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 

นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด กล่าวว่าชุดข้อเสนอเพื่อการปรับปรุงมาตรการภาษีของสินค้าที่มีผลกระทบต่อสุขภาพเหล่านี้ จะช่วยให้ประชาชนสุขภาพดีขึ้นและประเทศไม่ต้องสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น  ทางกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จะผลักดันข้อเสนอนี้ต่อคณะกรรมการควบคุมโรคไม่ติดต่อเพื่อพิจารณาเสนอต่อกระทรวงการคลังและคณะรัฐมนตรีต่อไป  





 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad