โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง... รู้จัก รับมือ และรักษา - Wellness Times News

Breaking

Home Top Ad

POST TOP AD

วันพุธที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2566

โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง... รู้จัก รับมือ และรักษา

 

“โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง” เป็นโรคที่มีความสำคัญ  เนื่องจากเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 1 ของโรคมะเร็งทางระบบโลหิตวิทยา  โดยพบในคนทุกกลุ่มวัย     แม้ว่าโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจะพบได้บ่อย   หากได้รับการรักษาเร็ว  มีโอกาสหายขาดสูงถึง 80%

ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองให้มากยิ่งขึ้น   รศ. พญ.พิมพ์ใจ นิภารักษ์  หัวหน้าสาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล    ได้มาให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง 

รศ. พญ.พิมพ์ใจ   กล่าวว่า  โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นโรคที่มีมะเร็งเกิดขึ้นในต่อมน้ำเหลือง   ที่มีการกระจายอยู่ทั่วร่างกาย  เช่น  บริเวณลำคอ  บริเวณรักแร้   ขาหนีบ  ข้อพับแขน  ข้อพับขา   นอกจากนี้มะเร็งต่อมน้ำเหลืองสามารถเกิดขึ้นที่อวัยวะอื่นของร่างกายได้  เช่น ในสมอง ปอด  ตับ ลำไส้    เป็นต้น

ชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีหลายชนิด  ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่คือ     1.มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin Lymphoma)     และ 2.มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin Lymphoma)   ส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะพบมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน

โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินสามารถแบ่งออกได้เป็น 30 ชนิดย่อย  เช่น  ชนิด B – Cell   ชนิด T – Cell   ชนิด NK-Cell   เป็นต้น   ถ้าแบ่งตามลักษณะการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้เป็น 2 ชนิด คือ 

1.มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง (Aggressive lymphoma) มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีอัตราการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งเร็ว  ถ้าไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิตได้ภายใน 6 เดือน หากรู้เร็วและรักษาได้ทันทีก็มีโอกาสที่จะหายขาดอยู่มาก

2.มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดค่อยเป็นค่อยไป (Indolent lymphoma) มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งค่อนข้างช้า บางครั้งมีต่อมน้ำเหลืองโตเป็นปี  ผู้ป่วยมักมีอาการค่อยเป็นค่อยไป ไม่รุนแรงแต่เรื้อรัง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง    ได้แก่

1. ปัจจัยภายใน เช่น ความผิดปกติของโครโมโซมหรือยีนในร่างกาย  

2. ปัจจัยภายนอก  ได้แก่

-การสัมผัสสารเคมี  เช่น  ยาฆ่าแมลง  ยาฆ่าหญ้า  สีย้อมผม  ยาทาเล็บ  ยาล้างเล็บ  เป็นต้น 

-ศัลยกรรม เช่น  การผ่าตัดศัลยกรรมบริเวณเต้านม  การใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไป  อาจทำให้เกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณเต้านมได้

- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น  ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง (SLE)  และผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ ( HIV)  มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้มากขึ้น 

-การติดเชื้อการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น H.Pyroli  ที่กระเพาะอาหาร  

อาการของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง 

ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีอาการต่าง ๆ ดังนี้

-ต่อมน้ำเหลืองโต   มีก้อนที่บริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย  เช่น ที่คอ รักแร้ ขาหนีบ ต้นขา  เป็นต้น  

-มีไข้  ตั้งแต่ไข้ต่ำ ๆ จนถึงไข้สูง

-มีเหงื่อออกมากผิดปกติ  เช่น อยู่ในห้องแอร์เหงื่อออกเต็มไปหมด   เหงื่อออกมากในตอนกลางคืน  เป็นต้น

-เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด

การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง 

การตรวจวินิจฉัยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจะเริ่มจากการซักประวัติตรวจร่างกาย   จากนั้นจะตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม ได้แก่

-ตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา  

-ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ CT Scan ที่บริเวณคอ ช่องอก ช่องท้อง หรือบริเวณที่มีก้อน  เพื่อตรวจระยะของโรคมะเร็ง

-เจาะไขกระดูก  เพื่อประเมินการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองไปในไขกระดูก

  -ตรวจด้วยเครื่องเพ็ทสแกน (Pet Scan)  เพื่อตรวจดูตำแหน่งและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในร่างกาย  กรณีสามารถเข้าถึงการตรวจนี้ได้ 

  - การตรวจก้อนในช่องท้องด้วย Ultrasound  กรณีทำ PET Pet Scan หรือ CT Scan ไม่ได้  

การตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแต่ละคนนั้นจะขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์   ซึ่งแพทย์จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อนำมาเป็นแนวทางในการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองต่อไป 

การรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

เนื่องจากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีหลายชนิด   การรักษาจึงมีความแตกต่างกัน   ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งและระยะของมะเร็ง    การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้แก่

-การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด  

-การรักษาด้วยการฉายแสง  อาจจะพิจารณารักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 1  (มะเร็งยังคงอยู่ในต่อมน้ำเหลือง)   กรณีที่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด   

 นอกจากนี้แพทย์จะรักษาด้วยยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสี   ในกรณีที่ผู้ป่วยรักษาด้วยยาเคมีบำบัดแล้วยังมีก้อนมะเร็งหลงเหลืออยู่   หรือยังไม่ได้รับการรักษาที่หายขาด    และในกรณีที่ผู้ป่วยมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองมีก้อนขนาดใหญ่มาก   ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

-การรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)  

-การรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด(Stem cell transplantation) วิธีนี้รักษาได้ผลเป็นอย่างดีในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง  มีอาการดื้อยา หรือผู้ป่วยที่กลับมาเป็นซ้ำอีก

ปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดร่วมกับยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ซึ่งพบว่าได้ประสิทธิภาพที่ดี  สามารถทำให้มะเร็งต่อมน้ำเหลืองหายขาดได้ 

การป้องกันตนเองไม่ให้เกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง 

การป้องกันโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยหลัก ๆ ทั่วไป ได้แก่ 

-รับประทานอาหารปรุงสุก สะอาด ครบ 5 หมู่

-ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

-นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียด

-หลีกเลี่ยงการสัมผัสมลพิษ สารเคมี โดยตรง

- ป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อ HIV

- เข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี แม้ไม่มีอาการผิดปกติ

รศ. พญ.พิมพ์ใจ  กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองรักษาหายได้   ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางคนไม่ยอมรักษาด้วยยาเคมีบำบัด  บางทีอาจไปรักษาด้วยแพทย์ทางเลือกอื่น โดยส่วนตัวอยากให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกต้องก่อน   นอกจากนี้เมื่อรักษาแล้ว โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอาจกลับมาเป็นซ้ำอีกหรือโรคอาจไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดสูตรแรก   สามารถให้ยาเคมีบำบัดสูตรอื่นได้     หรือถ้าผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 60-65 ปี  สามารถรักษาต่อด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดได้   นอกจากนี้ ณ ปัจจุบันยังมียามุ่งเป้า มียาอื่นที่ช่วยในการรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้  เพราะฉะนั้นไม่อยากให้ผู้ป่วยท้อใจรีบไปปรึกษาแพทย์ และได้รับการรักษาโดยเร็ว  เพราะอาจจะทำให้ตัวโรคสงบได้ง่าย  และโรคกลับมาเป็นซ้ำได้ยากกว่ากรณีที่ปล่อยโรคทิ้งไว้นาน 

โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง  หากตรวจพบเร็ว  รักษาเร็ว   ปฏิบัติตัวตามแพทย์แนะนำ  พบแพทย์สม่ำเสมอ สามารถหายขาดได้  นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องหมั่นดูแลสุขภาพตนเอง  ตรวจเช็กสุขภาพประจำปี  หากพบสิ่งผิดปกติ จะทำให้เข้าถึงการวินิจฉัยและเข้าถึงการรักษาได้เร็ว   ทำให้ประสิทธิภาพการรักษาได้ผลมากขึ้น    


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad